• ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหาร - GER
  • อาการ
  • วิธีการตรวจ
  • วิธีรักษา
  • สรุป

ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหาร - Gastroesophageal Reflux (GER)

ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารคืออะไร?

ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารเกิดจากสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาำำำรไหลย้อนกลับขี้นไปที่หลอดอาหารในระหว่างหรือหลังการรับประทานอาหาร หลอดอาหารมีลักษณะเป็นท่อที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารและปาก จุดที่เชือมต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารนั้นจะมีกล้ามเนื้อรูปวงแหวนเพื่อทำหน้าที่เป็นประตูเปิดให้อาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร และปิดไม่ให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะไหลเข้าไปในหลอดอาหาร กล้ามเนื้อวงแหวนนี้มีชื่อเรียกว่า กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง

ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ในจังหวะเปิดทำให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารซึ่งมีกรดหรือน้ำย่อยไหลเข้าไปในหลอดอาหาร

 

ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารนี้มักเกิดกับทารกและมักจะหายไปเองเมื่อเจริญเติบโตขึ้น มีจำนวนน้อยมากที่จะมีภาวะนี้อยู้

 

อาการของภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหาร

ผู้ใหญ่และเด็กเกือบทุกคนจะมีภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่เคยรู้สึก เนีื่องจากสิ่งที่ไหลย้อนนั้นสามารถไหลกลับเข้าไปในกระเพาะอาหารโดยไม่ทำอันตรายต่อหลอดอาหาร อย่างไรก็ตามในเด็กบางรายนั้นสิ่งที่ไหลย้อนมานั้นยังคงอยู่ในหลอดอาหารและทำให้เกิดการอักเสบ

 

ในบางรายที่ภาวะการไหลย้อนไหลขึ้นไปถึงบริเวณปากและลำคอ เมื่อมีการกลืนลงไปอีกครั้ง สิ่งที่ไหลย้อนอาจจะไหลผ่านบริเวณด้านหลังของปากซึ่งเชื่อมต่อกับทางเดินหายใจ ทำให้มีอาการเสียงแหบหรือไอได้รวมถึงอาการต่างๆดังนี้

  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบบ่อย
  • เสียงแหบแห้ง
  • กลืนอาหารยากและเจ็บ
  • อาเจึยน
  • เจ็บคอ
  • น้ำหนักลด
  • เจ็บเสียดบริเวณหน้าอกที่เรียกว่า Heartburn

Digestive system noting the mouth, esophagus, lower esophageal sphincter (LES), stomach, and small intestine

 

มีวิธีการตรวจภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหารอย่างไร?

คุณควรจะพบอายุรแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร อายุรแพทย์เป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยา และสามารถสอบถามและตรวจอาการเพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากภาวะไหลย้อน และแพทย์จะเป็นผู้แนะนำวิธีการตรวจทดสอบที่เหมาะสมกับลักษณะของอาการ วิธีการตรวจทดสอบสามารถตรวจปัญหาของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แพทย์อาจจะให้ท่านทานยาโดยไม่ต้องทำการตรวจทดสอบถ้าอาการของท่านบ่งชี้ว่าเป็นภาวะไหลย้อนอย่างชัดเจน

 

วิธีการตรวจทดสอบที่มักจะใช้ในการตรวจภาวะไหลย้อนมีดังนี้

  • การเอ็กซ์เรย์ Upper gastrointestinal (GI) series x ray. การใช้เอ็กซ์เรย์เป็นเพียงการตรวจดูความเสียหารที่เกิดขึ้นกับระบบภายในของร่างกาย เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหารและสำไส้ แต่การตรวจเอ็กซ์เรย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้้วิเคราะห์ได้ว่าเป็นภาวะไหลย้อนหรือไม่ เพียงแต่สามารถช่วยวินิจฉัยในกรณีที่อาการที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสาเหตูอื่นที่ำไม่ใช่ภาวะไหลย้อน

  • การส่องกล้อง Endoscopy. จะต้องมีการให้ยานอนหลับก่อนการส่องกล้อง เนื่องจากต้องใช้กล้องซึ่งติดอยู่กับท่ออ่อนยาวๆสอดเข้าไปทางปากเพื่อผ่านไปยังหลอดอาหารและหูรูด กล้องสามารถช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เพื่อใช้ในการวินิจฉัย รวมทั้งสามารถทำการตัดชิ้นเนื้อและนำมาครวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อระบุถึงระดับความรุนแรงของความปัญหาได้

  • การตรวจวัดสภาพกรดด่าง ในหลอดอาหาร Esophageal pH probe. เครื่องตรวจลักษณะคล้ายเส้นลวดจะถูกสอดเข้าไปทางจมูกผ่านไปยังส่วนล่างของหลอดอาหาร หัวตรวจจะสามารถตรวจปริมาณกรดที่ไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหาร และทำให้สามารถระบุได้ว่ามีภาวะไหลย้อนหรือไม่

ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบถ้ามีอาการหล่านี้ร่วมด้วย:

  • มีการอาเจียนอย่างรุนแรง
  • สิ่งที่อาเจียนออกมามีสีเขียว สีเหลือง มีสีคล้ายกาแฟหรือคล้ายเลือด
  • หายใจลำบากหลังมีการอาเจียน
  • รู้สึกเจ็บจากการรับประทานอาหาร
  • เบื่ออาหารและน้ำหนักลด
  • กลืนอาหารยากและเจ็บ

วิธีการรักษาภาวะไหลย้อน

การรักษาขึ้นอยู่กับอาการและอายุของผู้ป่วย แพทย์อาจจะแนะนำให้ทานยาเพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหารในระยะเบื้องต้น

 

1. ยาลดกรด(antacids) หรืดยาลดการผลิตกรด (H2-blockers) มักจะถูกใช้ก่อน ยาชนิดนี้ช่วยทำให้กรดไม่ไหลย้อนเข้าหลอดอาหาร มักจะใช้ในการรักษาผู้ป่วยเด็กเนื่องจากเป็นยาน้ำ เช่น

  • ชื่อสามัญ (ชื่อทางการค้า)
  • cimetidine (Tagamet)
  • ranitidine (Zantac)
  • famotidine (Pepcid)
  • nizatidine (Axid)

*ยาทุกชนิดจะมี 2 ชื่อเสมอคือ ชื่อสามัญ และชื่อการค้า(ยี่ห้อ-brand) ยาที่มีชื่อสามัญเดียวกันถือว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน เช่น พาราเซทตามอล เป็นชื่อสามัญของยา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อและราคาต่างกัน

 

2. ยาในระดับที่สองที่มักจะใช้คือยาที่ทำให้หยุดการผลิตกรดในกระเพาะอาหารคือยาในกลุ่ม proton-pump inhibitors (PPIs) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการผลิตกรดของกระเพาะอาหารหรือไม่มีการผลิตกรดในกระเพาะอาหารเลย ยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่ก็มีรายงานผลข้างเคียงว่าอาจเกิดการท้องผูก คลื่นไส้ และปวดศรีษะ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น

  • esomeprazole (Nexium)
  • omeprazole (Prilosec)
  • lansoprazole (Prevacid)
  • rabeprazole (Aciphex)
  • pantoprazole (Protonix)

3. ยาในระดับที่สามที่ใช้ในการรักษาภาวะไหลย้อนคือ prokinetic agents ยาในกลุ่ม Prokinetic agents ทำหน้าที่ช่วยทำให้หูรูดกระเพาะอาหารปิดได้สนิทขึ้นเพื่อทำให้ไม่เกิดภาวะไหลย้อน ยาในกลุ่มนี้มักจะใช้ร่วมกันกับยาในกลุ่มที่ 1 หรือยาลดกรด ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่

  • metoclopramide (Reglan)
  • cisapride (Propulsid)
  • erythromycin (Dispertab, Robimycin)
  • bethanechol (Duvoid, Urecholine)

มีการรายงานถึงผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรงในเด็กและผู้ใหญ่จากการใช้ยา metoclopramide และ cisapride ผลข้างเคียงทางจิดคือภาวะสับสนกังวล ท้องเสีย คลื่นไส้ ยาในกลุ่มนี้มีปฏิกริยาระหว่างยากับยาชนิดอื่น ท่านจะต้องแจ้งให้เแพทย์ทราบว่าท่านกำลังทานยาชนิดอื่นอยู่ด้วยหรือไม่

 

นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีวิธีอื่นที่จะใช้ลดอาการที่เกิดจากภาวะไหลย้อนได้ โดยการปฏิบัติดังนี้

  • รับประทานอาหารในปริมาณครั้งละน้อยๆแต่บ่อยขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนเข้านอน 2-3 ชั้่วโมง
  • นอนให้ศรีษะให้สูง 6-8 นิ้ว โดยใช้ท่อนไม้รองพื้นเตียงบริเวณด้านหัวเตียงที่ศรีษะนอนทับ การใช้หมอนหนุนให้สูงขึ้นจะไม่ได้ผลมากนักเนื่องจากทำให้ลำตัวพับงอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มช็อดโกแลต กาแฟ อาหารที่มีไขมันหรือกรดสูง น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
  • หากอาการไม่รุนแรงนัก การออกกำลังกายโดยการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องก็จะช่วยให้การบีบรัดของกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น

 

วิธีสุดท้ายที่จะใช้ในการรักษาคือการผ่าตัด ซึ่งเป็นการแก้ไขทางกายภาพที่บริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเพื่อเพิ่มแรงกดดันที่บริเวณส่วนล่างของหลอดอาหาร ทำให้ลดภาวะไหลย้อนกลับลง

 

สิ่งที่ควรจำ Points to Remember

  • ภาวะไหลย้อน (GER) เกิดจากสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลเข้าสู่หลอดอาหาร
  • ภาวะไหลย้อน (GER) เกิดขึ้นเป็นปกติในทารกและเด็กและจะหายไปเองเมื่อเติบโตขึ้น
  • ภาวะไหลย้อน (GER) อาจทำให้เกิดการอาเจียน ไอ เสียงแหบและเจ็บปวดขณะกลืน
  • การรักษาขึ้นอยู่กับอาการและอายุของผู้ป่วย มีวิธีการรักษาหลายวิธี เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยาและการผ่าตัด

 

 

 

 

Number of Visit : 1186
Since 10 Nov 2008