- GERD คืออะไร
- อาการและสาเหตุ
- GERD ในเด็ก
- การรักษา
- สรุป
GERD คืออะไร?
GERD คือภาวะไหลย้อนกลับ(GER) ที่มีระดับความรุนแรงสูงเนื่องจากเกิดภาวะไหลย้อนกลับบ่อยและเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการปิดเปิดของหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารพร้อมกับอาหารที่ทานเข้าไป
เมื่อน้ำย่อยเข้าสู่หลอดอาหารถึงบริเวณลำคอจะทำให้เกิดภาวะความเจับปวดรุนแรงบริเวณหน้าอกที่เรียกว่า Heartburn ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็จะเข้าใจว่าเหมือนหัวใจถูกเผา
ภาวะไหลย้อนกลับที่เกิดขึ้นเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นได้และถือเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค GERD เสมอไป การจะสรุปว่าเป็นโรค GERD นั้นจะต้องเป็นภาวะที่มีมานานต่อเนื่องคงที่และเกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย
อาการของโรค GERD เป็นอย่างไร?
อาการสำคัญในผู้ใหญ่คือการเจ็บหน้าอกบ่อยๆ (heartburn) มีลักษณะการเจ็บบริเวณหน้าอก ด้านหลังซี่โครงหน้าอก บริเวณกลางท้อง หรือจุกแน่นขึ้นมาที่คอ และมีอาการเจ็บแสบร้อนเหมือนหัวใจจะไหม้ จนบางคนคิดว่าเป็นโรคหัวใจ
ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีและในผู้ใหญ่บางรายสามารถเป็น GERD ได้โดยที่ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกนี้ แต่จะมีอาการอื่นๆเช่น ไอแห้งๆ หอบหืดและมีปัญหาในการกลืนอาหาร
อะไำรคือสาเหตูของโรค GERD?
สาเหตุหลักเกิดจากการทำงานที่ผิดพลาดของกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ในบางรายก็มีสาเหตุไม่แน่ชัด มีงานวิจัยที่แสดงว่าการเกิดเนื้องอกในทางเดินอาหารก็มีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ได้ แต่ผู้ที่มีเนื้องอกบางรายก็ไม่เกิดอาการของโรคนี้ ปัจจัยอื่นๆทีอาจจะเป็นสาเหตุของโรคมีดังนี้
- ความอ้วน
- การตั้งครรภ์
- การสูบบุหรี่
อาหารบางชนิดก็ทำให้มีอาการแย่ลง เช่น
- ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
- ช็อคโกแลต
- เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล
- อาหารทอดและมีไขมันมาก
- หัวหอมและกระเทียม
- อาหารที่มีมินต์
- อาหารรสจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด
- อาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมเช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสในสปาเกตตีหรือพิซซา
GERD ในเด็กเป็นอย่างไร?
สิ่งที่ยากและสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยและระบุว่าเด็กเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือไม่ ความแตกต่างระหว่างภาวะปกติ ภาวะไหลย้อนกลับระดับปกติ หรือภาวะไหลย้อนกลับที่เป็นโรค GERD
ปกติทารกในขวบปีแรกจะมีภาวะไหลย้อนกลับในระดับปกติ (GER) ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขถึงแม้ว่าจะมีอาเจียนในบางครั้ง ยกเว้นถ้าทารกมีอาการเป็นเวลานานเกิน 1 ปี ให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นโรค GERD ได้
อาการที่พบได้เในผู้ที่เป็น GERD เช่น คลื่นไส้ อาเจียนบ่อย เจ็บหน้าอกหรือท้อง หอบหืด ไอเรื้อรัง มีโรคระบบทางเดินหายใจ หายใจมีเสียงวี๊ด ปอดบวมหรืออักเสบบ่อย ในเด็กหรือทารกจะแสดงความรู้สึกหงุดหงิดง่าย หลังงอ ซึ่งมักจะเป็นหลังการรับประทานหรือป้อนอาหาร เด็กทารกบางรายจะปฏิเสธการกินอาหารและทำให้เจริญเติบโตช้า การช่วยทำให้ทารกเรอบ่อยๆหลังทานอาหารจะช่วยลดภาวะไหลย้อนได้ดี ถ้าเป็นในเด็กโตจะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการทานอาหารให้มีปริมาณน้อยลงแต่ถี่และควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ เช่น
- น้ำอัดลมหรือน้ำที่มีคาเฟอีน
- ช็อคโกแลต
- อาหารที่มีมินต์ peppermint
- อาหารรสจัด
- อาหารที่มีกรดสูง เช่น ส้ม มะเขือเทศและพิซซา
- อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการทอดและอาหารที่มีไขมันสูง
การงดรับประทานอาหาร 2-3 ชั่วโมงก่อนนอนก็จะช่วยได้ การหนุนเตียงนอนด้านหัวให้สูงขึ้นก็ช่วยได้เช่นกัน
หากท่านมีอาการของโรคกรดไหลย้อนและใช้ยาลดกรดหรือยาอื่นในกลุ่ม PPI มานานกว่า 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ท่านอาจจะพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคของท่าน การรักษาจะต้องรวมถึงการปรับพฤติกรรมประจำวัน(Life Style Change) เช่นการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร นอกเหนือจากการใช้ยา หรือการผ่าตัดซึ่งเป็นทางเลือกระดับสุดท้าย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน Lifestyle Changes
- หากท่านสูบบุหรี่ ให้เลิกสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดิ่มที่ทำให้อาการแย่ลง
- ถ้าอ้วนให้ลดน้ำหนักลงด้วย
- ทานครั้งละน้อยๆในแต่ละมื้อ แต่ทานบ่อยขึ้น
- สวนเสื้อผ้าหลวม ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดรูปจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการนอนภายใน 3 ชั่วโมงหลังอาหาร
- นอนหนุนเตียงให้ด้านหัวสูง 6-8 นิ้ว การใช้หมอนหนุนจะไม่ได้ผลเนื่องจากมีการงอบริเวณลำตัว

แพทย์อาจแนะนำให้ท่านใช้ยาลดกรด(antacids) ยาที่ทำให้หยุดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร (PPI) รวมถึงยาที่ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ยาเหล่านี้ท่านสามารถซื้อเองได้ตามร้านขายยาทั่วไป อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรในการใช้ยา
ยาลดกรด (Antacids) มักจะเป็นยาตัวแรกที่แนะนำให้ใช้ในการรักษาอาการเจ็บหน้าอก(Heartburn) รวมทั้งอาการอื่นๆของโรคกรดไหลย้อนในกรณีที่อาการไม่รุนแรงนัก ยาลดกรดมีหลายยี่ห้อในตลาดซึ่งมีัส่วนผลมแตกต่างกัน แต่ทุกชนิดต้องมีส่วนผลมหลักของกลุ่มเกลือ 3 ชนิดคือ แมกนีเซียม แคลเซียมและอลูมิเนียม ในรูปของไฮดรอกไซด์หรือคาร์บอเนต เพื่อทำหน้าที่ปรับสภาพกรดในกระเพาะอาหาร
เนื่องจากยาทุกชนิดในโลกจะมีผลข้างเคียงมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา ยาลดกรดถึงแม้จะเป็นยาที่ปลอดภัยและหาซื้อได้ง่ายแต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน เกลือของแมกนีเซียมมีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดการท้องเสีย เกลือของอลูมิเนียมมีผลข้างเคียงทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ดังนั้นผู้ผลิตจึงมักรวมส่วนผลมของเกลือแมกนีเซียมและเกลืออลูมิเนียมในอัตราส่วนที่ทำให้ผลข้างเคียงเกิดความสมดุลกัน ยาลดกรดจำพวก แคลเซียมคาร์บอเนตดังนั้นก็ทำให้เกิดการท้องอืดท้องเฟ้อได้เช่นกัน
ยาลดการผลิตกรด (H2 blockers) ทำหน้าที่ลดการผลิตกรด ยาชนิดนี้หาซื้อไ้ด้ง่ายและสามารถช่วยรักษาผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงนัก เนื่องจากเป็นยาที่ช่วยลดการผลิตกรดเท่านั้น ไม่ได้หยุดการผลิตกรด นั่นหมายความว่าร่างกายจะยังสามารถผลิตกรดอยู่แต่มีปริมาณน้อยลง
ยาหยุดการผลิตกรด (Proton pump inhibitors) ยาในกลุ่มนี้คือยาในกลุ่มที่มีชื่อสามัญลงท้ายด้วยคำว่า -prazole ทั้งหลาย เช่น omeprazole (Prilosec, Zegerid), lansoprazole (Prevacid), pantoprazole (Protonix), rabeprazole (Aciphex), and esomeprazole (Nexium) ยาในกลุ่มนี้มักจะต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยา แต่ปัจจุบันยาบางตัวก็สามารถหาซื้อได้ตามร้ายขายยา ยาในกลุ่ม PPI นี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ากลุ่ม H2 blockers และรักษาผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ทั้งอาการระดับปานกลางและรุนแรง
ยาเพิ่มประสิทธิภาพกล้ามเนื้อ (Prokinetics) เป็นยาที่ช่วยให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารมีการทำงานได้ดีขึ้น ทำให้อาหารมีเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารได้เร็วขึ้น ยาในกลุ่มนี้มักมีผลข้างเคึยงบ่อย เช่นทำให้เกิดการล้า ง่วงนอน ภาวะหดหู่ ภาวะกังวล
เนื่องจากยาแต่ละประเภทมีการทำงานและให้ผลต่อร่างกายแตกต่างกัน การใช้ยาหลายตัวร่วมกันก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ เช่นผู้ที่มักจะมีอาการเจ็บหน้าอกหลังรับประทานอาหาร สามารถรับประทานยาลดกรด(antacids)และยาลดการผลิตกรด(H2 blockers)ร่วมกันได้
หากอาการของท่านยังไม่ดีขึ้นหลังจากได้มีการปรับเปลีียมพฤติกรรมรวมทั้งทานยาตามคำแนะนำแล้ว ท่านอาาจะต้องรับการตรวจทดสอบด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้
-
การฉายรังสีด้วยการกลืนแบเรียม (Barium swallow radiograph) เป็นการใช้รังสีเอ็กซ์เรย์ถ่ายภาพบริเวณท้องเพื่อวิเคราะห์หาความผิดปกติทางกายภาพเช่น ขนาดของหลอดอาหาร เนื้องอกหรือสิ่งอื่นในระบบทางเดินอาหารรวมถึงมะเร็ง
-
การส่องกล้อง (Upper endoscopy) เป็นวิธีที่ให้ความแม่นยำสูงกว่าการฉายเอ็กซ์เรย์ วิธีนี้จะใช้อุปกรณ์พิเศษซึ่งเป็นเลนส์ขนาดจิ๋วพร้อมไฟฉายติดอยู่ี่ปลายท่อพลาสติกอ่อนทำหน้าที่เป็นกล้อง ซึ่งจะถูกสอดเข้าทางปากผ่านเข้าไปในหลอดอาหารจนถึงบริเวณท้อง การส่องกล้องจะทำให้แพทย์สามารถมองเห็นพื้นผิวของหลอดอาหารเพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือแผลในหลอดอาหาร หากพบความผิดปกติจากการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องแล้ว การตรวจด้วยวิธีอื่นก็ไม่จำเป็นต้องทำอีก
-
แพทย์อาจใช้วิธีตรวจด้วยการตัดชิ้นเนื้อตัวอย่างจากระบบทางเดินอาหารด้วยการใช้อุปกรณ์คล้ายการส่องกล้อง เพื่อนำชิ้นเนื้อที่ผิดปกติมาตรวจหาสาเหตุว่าเป็นแผลที่เกิดจากโรคกรดไหลย้อนหรือสาเหตุอื่นๆ เช่น การติดเชื้อหรือมะเร็ง
-
การวัดสภาพกรดด่าง (pH monitoring examination) แพทย์สามารถใช้อุปกรณ์ขนาดจิ๋วซึ่งทำหน้าที่วัดและบันทึกค่าเวลาและปริมาณของกรดที่ไหลเข้าหลอดอาหาร โดยอุปกรณ์นี้จะถูกใส่เข้าไปและยึดติดไว้ภายในหลอดอาหารเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง เครื่องมือจะมีประโยชน์ถ้ามีการบันทึกรายละเอียดของโภชนาการร่วมด้วย เช่น เวลา ชนิดและปริมาณของอาหารที่รับประทาน เืพื่อให้สามารถวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของอาหารกับการไหลย้อน หรือในบางกรณีสามารถวิเคราะห์ว่าโรคกรดไหลย้อนเป็นสาเหตุของอาการอื่นๆของระบบทางเดินหายใจด้วยหรือไม่
สิ่งที่ควรจำ - Points to Remember
-
การเจ็บหน้าอกบ่อยๆ (heartburn)เป็นอาการที่พบได้ง่ายและบ่อยในผู้ใหญ่ที่เป็นโรค GERD ถ้าพบอาการเจ็บหน้าอกมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่ามีความเสี่ยงหรือโอกาสที่เป็นโรค GERD
-
คุณเป็นโรค GERD โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกได้ อาการอื่นๆที่บ่งชี้ว่าเป็นโรค GERD คือ ไอแห้งๆ หอบหืดและกลืนลำบาก
- ถ้าท่านเคยใช้ยาลดกรดมานานเกิน 2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ อายุรแพทย์ส่วนใหญ่จะรักษาโรคนี้ได้ ในรายที่อาการรุนแรงอายุรแพทย์อาจจะแนะนำให้ท่านพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและลำไส้
-
โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ท่านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปรับโภชนาการเพื่อช่วยทำให้อาการดีขึ้น ยาก็เป็นปัจจัยที่จำเป็นในการรักษา การผ่าตัดจะเป็นทางเลือกขั้นสุดท้าย
-
เด็กทารกส่วนใหญ่ที่มีภาวะไหลย้อนกลับจะยังคงมีสุึขภาพแข็งแรงดีถึงแม้ว่าจะมีการสำลักหรืออาเจียนบ่อย ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะหายไปหลังจาก 1 ปีหรือครบ 1 ขวบ ถ้าเด็กยังมีอาการนานกว่า 1 ปี ให้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรค GERD ควรปรึกษาแพทย์
-
การมีภาวะไหลย้อนกลับที่ยาวนานและต่อเนื่อง รวมทั้งอาการหลังงอและหงุดหงิดง่ายในเด็ก หรือมีอาการปวดท้องหรือหน้าอกบ่อยในเด็กโต รวมถึงการมีไอเรื้อรัง อาเจียนและมีปัญหาเกี่ยวระบบหายใจ คืออาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรค GERD
Number of Visit :
1518
Since 10 Nov 2008